fbpx
Friday, 23 April 2021

คางทูม เกิดจากอะไร ต้องกินยารึป่าว ป้องกันได้ยังไง

คางทูมเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำลาย โดยมากจะเป็นที่ต่อมน้ำลายข้างหู

คางทูมเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำลายและเสมหะของเรา ที่ชื่อว่า para-myxovirus จะติดต่อกันได้โดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน การสัมผัส การใช้สิ่งของร่วมกัน คือติดต่อเหมือนไข้หวัดเลยค่ะ

รู้ได้ยังไงว่าเราเป็นคางทูม

1.คางทูมจะมีอาการไข้ 38-40 องศาเซลเซียส แต่บางคนก็ไม่มีไข้นะคะ

คางทูม

2.มีอาการเจ็บคอ

3.บริเวณขากรรไกรบวมข้างเดียวหรือสองข้าง ปวด บวม กดเจ็บ บางคนจะบวมใต้คางด้วย

4.ปวดในรูหูหรือหลังหูเวลาเคี้ยวหรือกลืน

5.เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

วิธีการรักษา

เนื่องจากเป็นการติดเชื้อไวรัส เราจะรักษาตามอาการ เช่น

1.อ่อนเพลียก็ให้นอนพัก ดื่มน้ำมากๆ

2.เช็ดตัวเวลามีไข้ และให้ทานพาราเซตามอลลดไข้ตามน้ำหนักตัว

3.ใช้ถุงประคบร้อนเย็น หรือกระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณคางทูม

4.หากมีอาการปวดท้องรุนแรง ซึม หมดสติให้ส่งตัวไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่อาจจะแทรกซ้อนมา และรักษาตามสาเหตุนั้น

ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนรวม หัด หัดเยอรมัน และคางทูม (MMR) ซึ่งฉีดได้ในช่วงอายุ9-15 เดือน

คางทูม

เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องเขียนเสือแบบที่คนโบราณว่านะคะ คนโบราณเขาว่ากันว่าเขียนเสือที่คางทูมแล้วจะหาย แต่จริงๆแล้วหายเพราะคางทูมเป็นเชื้อไวรัสสามารถหายเองได้ และหากเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก

โรคคางทูมจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันได้ซึ่งเป็นวัคซีนหลักที่เด็กทุกคนต้องฉีดเนื่องจากคางทูมมีโรคแทรกซ้อนได้และบางโรคแทรกซ้อนมีอาการรุนแรงอันตรายถึงชีวิตได้เลย แต่พบได้ไม่บ่อยนะคะ เช่น สมองอักเสบ

ส่วนโรคแทรกซ้อนอื่นๆที่ไม่อันตรายมากแต่พบบ่อย เช่น

1.อัณฑะอักเสบในผู้ชาย จะมีไข้สูง หนาวสั่น อัณฑะบวมและปวด จะปวดมาก 1-2 วันแรก ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเดียว และอาจจะกลายเป็นหมันได้แต่เป็นส่วนน้อยนะคะ มักจะพบในวัยเริ่มเป็นหนุ่ม

2.รังไข่อักเสบในผู้หญิง จะมีอาการไข้และปวดท้องน้อย มักจะพบในวัยเริ่มเป็นสาว

3.เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งคางทูมเป็นสาเหตุของเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุด แต่มักจะอาการไม่หนักและหายเองได้

4.ตับอ่อนอักเสบ

5.หูชั้นในอักเสบ

6.ประสาทหูอักเสบ อาจทำให้หูตึง หูหนวกได้

7.ไตอักเสบ ต่อมไทรอยด์อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จะเป็นภาวะที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนะคะ

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสงสัยกดลิงค์เข้ามาคุยกันได้นะคะ

FB: https://www.facebook.com/rukyaphama8/

บทความโดย ภญ.ยุพเรศ  ภัทรอนันต์พงศ์

ติดต่อได้เลยค่ะ